สูตรข้าวแช่ฉบับชาววัง
เมนูโบราณคลายร้อน
กินแล้วหายร้อนชัวร์
ข้าวแช่คืออะไร ? ประวัติเมนูโบราณที่ควรรู้
ข้าวแช่ เป็นสำรับอาหารไทยที่ประกอบด้วยข้าวสวยนึ่งสุกแช่ในน้ำลอยดอกไม้หอม กินคู่กับเครื่องเคียงหลายชนิด เดิมทีเป็นของชาวมอญ ก่อนถูกนำเข้ามาพัฒนาในวังจนกลายเป็น ข้าวแช่ชาววัง ที่มีความประณีตสูงมาก
ในสมัยก่อน ข้าวแช่ชั้นดีมีแต่ในวังเท่านั้น เพราะทำยาก ต้องใส่ใจทุกขั้นตอน และมีเครื่องเคียงหลายอย่าง ตั้งแต่ลูกกะปิทอด หอมสอดไส้ พริกหยวกยัดไส้ ไปจนถึงหัวไชโป๊วผัดหวาน แต่ไม่นานนักข้าวแช่ชาววังจึงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในสังคมทุกชนชั้น
วัตถุดิบ ส่วนผสมข้าวแช่และเครื่องเคียง
ตัวข้าวและน้ำข้าวแช่
-
ข้าวสวย (ข้าวบาสมาติหรือข้าวหอมมะลิเก่า) 2 ถ้วย
-
น้ำลอยดอกมะลิอบควันเทียน 8 ถ้วย
-
เทียนอบ 1 แท่ง
-
ดอกมะลิปลอดสารพิษ, กลีบกุหลาบมอญ (ตามชอบ)
ลูกกะปิทอด
-
ตะไคร้ซอย 20 กรัม
-
กระชาย 30 กรัม
-
หอมแดงซอย 100 กรัม
-
กะปิ 40 กรัม
-
เนื้อปลาดุกหรือปลากรายย่าง 1 ตัว
-
น้ำตาลมะพร้าว 150 กรัม
-
แป้งข้าวเหนียว 5 ช้อนโต๊ะ
-
ไข่เป็ด 1 ฟอง
-
น้ำปูนใส 40 กรัม
-
น้ำมันพืช (สำหรับทอด)
หอมสอดไส้
-
ตะไคร้ 20 กรัม
-
กระชาย 30 กรัม
-
กระเทียม 50 กรัม
-
หอมแดงซอย 100 กรัม
-
รากผักชี 2 ช้อนโต๊ะ
-
กะปิ 40 กรัม
-
ปลาช่อนย่าง 1 ตัว
-
น้ำตาลมะพร้าว 170 กรัม
-
หอมแดงลูกขนาดกลางคว้านไส้ออก
พริกหยวกยัดไส้
-
กระเทียม 20 กรัม
-
พริกไทย 0.5 ช้อนโต๊ะ
-
รากผักชี 1 ช้อนโต๊ะ
-
กุ้งแชบ๊วยสับ 250 กรัม
-
มันหมูสามชั้นบด 150 กรัม
-
น้ำปลา 1 ช้อนชา
-
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา
-
พริกหยวก 10 เม็ด
-
ไข่ไก่ 4 ฟอง
หัวไชโป๊วผัดหวาน
-
หัวไชโป๊วหวานแบบเส้น 200 กรัม
-
หอมแดงสับ 2 ช้อนโต๊ะ
-
น้ำตาลมะพร้าว 60 กรัม
-
น้ำตาลทราย 20 กรัม
-
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
หมูหวานฝอย
-
หมูสามชั้น/สะโพก 300 กรัม
-
น้ำปลา
-
ซอสหอยนางรม
-
น้ำตาลมะพร้าว
-
น้ำตาลทราย (ปรุงรสตามชอบ)
-
หอมเจียว 15 กรัม
วิธีทำ ข้าวแช่
ทำน้ำลอยดอกมะลิ (ควรทำล่วงหน้า 2 คืน)
-
เตรียมน้ำฝนหรือน้ำต้มสุกที่ทิ้งไว้ 1 คืนให้กลิ่นคลอรีนระเหยออก จากนั้นเด็ดขั้วสีเขียวของดอกมะลิออกแล้วลอยลงในน้ำ ใส่กลีบกุหลาบมอญหรือดอกชมนาดเพิ่มเติมตามชอบ
-
นำเทียนอบจุดไฟแล้ววางบนภาชนะที่ลอยในน้ำได้ ปิดฝาทิ้งไว้ให้ควันอบฟุ้ง ทำซ้ำ 2 คืนเพื่อให้น้ำหอมเต็มที่ จากนั้นแช่เย็นไว้พร้อมเสิร์ฟ
หุงข้าวแบบพิเศษ
-
ซาวข้าวหอมมะลิเก่าให้สะอาด ต้มน้ำให้เดือดแล้วใส่ข้าวลงต้มพอให้ สุกครึ่งดิบ (ไม่ต้องบาน ข้างในยังแข็งเป็นไต ๆ อยู่) บีบมะนาว 2 ซีกลงไปช่วยขจัดกลิ่นและทำให้เมล็ดข้าวใสขึ้น
-
นำขึ้นใส่กระชอน สะเด็ดน้ำ แล้วขัดข้าวในน้ำเย็นให้เมือกหลุดออกหมดจนเม็ดข้าวใสสวย จากนั้นห่อด้วยผ้าขาวบางแล้วนึ่งให้สุกพอดี ห้ามสุกมาก พักให้เย็นแล้วอบด้วยควันเทียนอีกครั้ง
ทำลูกกะปิทอด
-
โขลกตะไคร้ กระชาย หอมแดง กะปิ และเนื้อปลาย่างให้ละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นผัดในกะทิให้หอม ปรุงรสด้วยน้ำตาลมะพร้าวและผงปรุงรส ผัดให้แห้ง ตักขึ้นพักให้เย็น ปั้นเป็นก้อนกลมพอคำ
-
ทำแป้งเปียกจากแป้งข้าวเหนียว ไข่เป็ด และน้ำปูนใส ชุบลูกกะปิแล้วทอดในน้ำมันร้อนปานกลางจนเหลืองสวย พักให้สะเด็ดน้ำมัน
ทำหอมสอดไส้
-
โขลกตะไคร้ กระชาย กระเทียม หอมแดง รากผักชี กะปิ และปลาช่อนย่างให้ละเอียด ผัดให้หอม ปรุงรส ตักขึ้นพักให้เย็น ปั้นเป็นก้อนเล็กๆ แล้วยัดเข้าไปในลูกหอมแดงที่คว้านไส้ไว้ ชุบแป้งเปียกแล้วทอดจนเหลืองทอง
ทำพริกหยวกยัดไส้
-
โขลกกระเทียม พริกไทย รากผักชีให้ละเอียด คลุกกับกุ้งสับและหมูบด ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลปี๊บ ยัดไส้ลงในพริกหยวกที่คว้านแล้ว นึ่งให้สุก 10 นาที พักให้เย็น
-
ตีไข่ไก่ให้เข้ากันแล้วโรยในกระทะเป็นลายตาข่าย พอสุกก็วางพริกหยวกแล้วม้วนห่อให้สวย
ทำหัวไชโป๊วผัดหวาน
-
ผัดหอมแดงในน้ำมันให้หอม ใส่หัวไชโป๊วเส้นลงผัด ปรุงรสด้วยน้ำตาลมะพร้าวและน้ำตาลทราย ผัดต่อจนแห้งและเป็นเงา
ทำหมูหวานฝอย
-
ต้มหมูให้สุก พักให้เย็น ทุบและฉีกเป็นฝอย ทอดให้กรอบ แล้วคลุกกับซอสหวานเค็มที่ผสมไว้ ผัดจนแห้งพอดี โรยหอมเจียว
จัดเสิร์ฟ
-
ตักข้าวสวยใส่ชาม รินน้ำลอยดอกมะลิที่แช่เย็นไว้ลงจนท่วมข้าว ใส่น้ำแข็งเพิ่มความเย็น จัดเครื่องเคียงทั้งหมดวางเป็นสำรับ พร้อมผักแกะสลักอย่างกระชาย แตงกวา มะม่วงดิบ
เคล็ดลับการกินข้าวแช่ให้อร่อย
การกินข้าวแช่ให้ถูกต้องนั้น ให้ ตักเครื่องเคียงใส่ปากก่อน ไม่ว่าจะเป็นลูกกะปิ หอมสอดไส้ หรือพริกหยวก แล้วค่อยตักข้าวพร้อมน้ำตาม โดยข้าวและน้ำจะช่วยเพิ่มความหอมและสดชื่น ส่วนผักแกะสลักอย่างกระชายกินตามได้เลย ช่วยเพิ่มรสชาติได้ดีมาก
สิ่งที่ ห้ามทำ คือการตักเครื่องเคียงใส่ลงในชามข้าว เพราะจะทำให้น้ำข้าวแช่ขุ่นและเสียรสชาติ และห้ามกินข้าวแช่คู่กับกับข้าวอื่นอย่างเด็ดขาด เช่น เป็ดพะโล้ ปลาสลิดยำ หรือไข่เค็ม เพราะรสชาติจะชนกัน





