อาหารไม่เผ็ด มีอะไรบ้าง ?
1. ไข่ลูกเขย
เมนูคลาสสิกที่อยู่คู่ครัวไทยมานาน ทำง่าย รสชาติเปรี้ยวหวานเค็มกลมกล่อม เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ไม่เผ็ด กินกับข้าวสวยร้อน ๆ อร่อยลงตัว พร้อมแล้วก็จดสูตรแล้วลงมือทำตามกันได้เลย
ส่วนผสม ไข่ลูกเขย
- ไข่ไก่ หรือไข่เป็ดต้มสุก 4 ฟอง
- น้ำมันพืช (สำหรับทอดและผัด)
- น้ำมะขามเปียก 1/4 ถ้วย
- น้ำตาลปี๊บ 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
- พริกแห้งทอดกรอบ หอมเจียว และผักชี สำหรับโรยหน้า
วิธีทำไข่ลูกเขย
- เจาะรูไข่ต้มด้วยส้อมให้ทั่ว นำลงทอดในน้ำมันจนด้านนอกเหลืองและกรอบ ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน เตรียมไว้
- ตั้งกระทะพอร้อน ใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย ใส่น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ และน้ำปลา ลงผัดผสมให้เข้ากันจนน้ำตาลละลายหมด จากนั้นเคี่ยวต่อจนน้ำซอสข้นและเหนียว
- นำไข่ต้มทอดลงคลุกให้ทั่ว ตักขึ้น จากนั้นผ่าครึ่งไข่ต้ม จัดใส่จาน ราดน้ำซอสที่เหลือ โรยหน้าด้วยพริกแห้งทอด หอมเจียว และผักชี พร้อมรับประทาน
2. หมูฮ้อง
ส่วนผสม หมูฮ้อง
- รากผักชี
- พริกไทย
- กระเทียม
- หอมแดง
- หมูสามชั้น (หั่นเป็นชิ้น)
- ซีอิ๊วดำ
- สับปะรด 3-4 ชิ้น
- น้ำเปล่า
- ซีอิ๊วขาว
- น้ำตาลปี๊บ
- เกลือ
- ไข่ไก่ ไข่เป็ด หรือไข่นกกระทาต้ม
วิธีทำหมูฮ้อง
- ตำรากผักชี พริกไทย กระเทียม และหอมแดงรวมกันแล้วนำมาผัดจนหอม
- ใส่เนื้อสามชั้นลงไปผัดพอผิวตึง ๆ ใส่ซีอิ๊วดำลงไปเพื่อทำสี จากนั้นใส่สับปะรดปั่นลงไป 3-4 ชิ้น จะช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยขึ้น มีความหอมและเปรี้ยวแทนน้ำมะขามหรือส้มแขก และทำให้น้ำข้นขึ้น
- พอผัดหมูสามชั้นได้ที่ เติมน้ำลงไปพอท่วม
- พอหมูใกล้เปื่อย ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำตาลปี๊บ และเกลือ ชิมรสหวานมาก่อน เค็มอ่อน ๆ ตาม มีรสเปรี้ยวจากสับปะรด
- สังเกตหมูให้ผิวใส ๆ เนื้อแดงเริ่มเปื่อยเป็นใช้ได้ หากเปื่อยมากไป กินแล้วจะเลี่ยน ควรให้หมูเปื่อยพอดี เคี้ยวแล้วอร่อย ส่วนไข่จะใช้ไข่ไก่ หรือไข่เป็ดจะได้สีน่ากิน ไข่นกกระทาก็กินสะดวก
3. ซุปหางวัว
- หางวัว 1 หาง
- น้ำเปล่า (สำหรับต้ม 2 ครั้ง)
- ตะไคร้ (หั่นท่อน) 5 ต้น
- ใบมะกรูด 20 ใบ
- น้ำเปล่า 2 ลิตร (สำหรับน้ำซุป)
- หอมใหญ่ (หั่นสี่เหลี่ยมใหญ่) 3 หัว
- กระเทียม 10 กลีบ
- มะเขือเทศเล็ก 1 ถ้วย
- ซอสมะเขือเทศ 3 ช้อนโต๊ะ
- ขิงซอย 1/2 ถ้วย
- มะเขือเทศใหญ่ (ผ่าสี่ส่วน) 4 ลูก
- อบเชย 3 ก้าน
- พริกไทย 2 ช้อนโต๊ะ
- เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ
- มันฝรั่ง (หั่นสี่เหลี่ยมใหญ่) 1 หัว
- รากผักชีและผักชี 1 ถ้วย
- มะนาว 3 ลูก
- ขึ้นฉ่าย 2 ต้น
- พริกขี้หนู 1/2 ถ้วย
วิธีทำซุปหางวัว
- ต้มครั้งที่ 1 ต้มหางวัวด้วยน้ำเปล่า รอน้ำเดือดก่อนนะคะจึงค่อยใส่ลงไป
- หมั่นคอยช้อนฟองทิ้ง เพื่อไม่ให้เหม็นคาวค่ะ ต้มสัก 20 นาที แล้วตักขึ้น จากนั้นเทน้ำทิ้ง
- ต้มครั้งที่ 2 เอาน้ำใส่หม้อ ใส่ตะไคร้กับใบมะกรูดลงไปเพื่อดับกลิ่น ต้มจนเนื้อเริ่มเปื่อยสัก 2 ชั่วโมง
- ทำน้ำซุปในระหว่างที่รอเนื้อต้ม เริ่มที่แบ่งเอาหอมใหญ่สักกำมือมาใส่โถปั่น ตามด้วยกระเทียม มะเขือเทศลูกเล็ก (ไม่จำเป็นต้องเป็นมะเขือเทศเล็ก ใส่มะเขือเทศใหญ่ได้) ซอสมะเขือเทศรวมกันแล้วปั่น สำหรับใส่ในน้ำซุป
- เอาหม้ออีกใบใส่น้ำสำหรับเคี่ยวน้ำซุป เริ่มใส่ตะไคร้ และใบมะกรูด
- ใส่ขิงซอย เพิ่มความหอมและดับกลิ่นคาวหางวัว
- ใส่หอมใหญ่หั่นสี่เหลี่ยมใหญ่ ๆ ใส่มะเขือเทศผ่าสี่ ใส่ก้านอบเชย ใส่น้ำซอสที่ปั่นไว้ ใส่พริกไทยกับเกลือ ใส่ทุกอย่างลงไปคนให้เข้ากัน แล้วรอให้น้ำเดือด แล้วหรี่เป็นไฟกลาง ๆ โดยให้ต้มน้ำซุปประมาณ 1 ชั่วโมง จนน้ำซุปและผักต่าง ๆ เปื่อยดี
- เสร็จแล้วก็เอาหางวัวที่เคี่ยวไว้อีกหม้อมาใส่ลงไป โดยให้เอาแต่เนื้อหางใส่ในน้ำซุป
- ใส่มันฝรั่งหั่นสี่เหลี่ยมใหญ่หน่อย (ถ้าหั่นเล็กเดี๋ยวต้มไปจะเละ) แล้วต้มต่ออีกประมาณ 30 นาที
- หลังจากต้มไปครึ่งชั่วโมงก็จะได้ซุปหางวัวที่เปื่อยนุ่มหอมน้ำซุป เตรียมตักใส่ถ้วยได้เลย
4. ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์
- เนื้อสะโพกไก่ (หั่นเต๋า) 1 ถ้วย
- เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
- พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
- แป้งสาลีอเนกประสงค์ 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันพืชสำหรับทอดไก่และผัด
- กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
- ผักกาดดองหวานแบบกระป๋อง (เอาเฉพาะเนื้อ) 1 กระป๋อง
- หอมใหญ่ หั่นเต๋า 1/4 ถ้วย
- พริกหวาน หั่นเต๋า 1/2 ถ้วย
- ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันหอย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันงา 1 ช้อนชา
- เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบสุก (หรือคั่วสุก) 1/4 ถ้วย
- ต้นหอม 2 ต้น
วิธีทำไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์
- เตรียมผักให้พร้อม โดยเริ่มจากหั่นต้นหอมเป็นท่อนสั้น ๆ หั่นพริกหวาน หอมใหญ่ และผักกาดดองกระป๋องเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า เตรียมไว้
- ทำไก่ทอดกรอบ โดยหั่นเนื้อสะโพกไก่เป็นชิ้น ๆ พอดีคำ นำไปเคล้าผสมกับเกลือป่นและพริกไทยป่น จากนั้นนำไปคลุกกับแป้งสาลีอเนกประสงค์ให้ทั่วเตรียมทอด
- ใส่เนื้อไก่ชุบแป้งลงทอดในน้ำมันร้อน ๆ ใช้ไฟกลาง ทอดจนสุกเหลืองกรอบ ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน เตรียมไว้
- ใส่น้ำมันพืชเล็กน้อยลงในกระทะ ใส่กระเทียมลงไปเจียวให้พอหอม
- ใส่ผักกาดดองลงไปผัด ตามด้วยหอมใหญ่ พริกหวาน และไก่ทอด ผัดพอเข้ากัน
- ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย และน้ำมันงา จากนั้นใส่ต้นหอมและเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบลงไปผัดให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากัน ตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ
5. ข้าวคลุกกะปิ
ส่วนผสม ข้าวคลุกกะปิ
-
ข้าวสวยหุงใหม่
-
กะปิ
-
น้ำเปล่า
-
น้ำมันพืช
-
ผงปรุงรส (จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
-
ตะลิงปลิง
-
แตงกวา
-
พริกหั่น
-
หอมแดง
-
ถั่วฝักยาวซอยฝอย
-
มะม่วงซอย
-
กุ้งแห้งทอด
-
ไข่เจียวซอย
วิธีทำข้าวคลุกกะปิ
-
เริ่มต้นจากการเตรียมกะปิเคย มาละลายน้ำและน้ำมันพืช หรือจะปรุงรสด้วยรสดี เพื่อให้ข้าวออกรสเค็มนิด ๆ ก็ได้
-
ตักข้าวสวยหุงใหม่มาคลายความชื้นออก และไล่ไอน้ำด้วยพัดลมหรือผึ่งจนข้าวเย็น ต่อมาก็นำกะปิมาคลุกกับข้าวจนเคลือบเม็ดข้าวให้ทั่วก่อนนำไปผัดในกระทะ การผัดจะช่วยให้กะปิมีความหอมขึ้นหลังจากโดนความร้อน วิธีผัดใส่น้ำมันเล็กน้อย รอให้กระทะร้อนแล้วใส่ข้าวลงผัด เอาแค่ได้กลิ่นหอมก็พอ
-
มะม่วงที่ใช้มันเปรี้ยวไม่มาก จึงต้องใช้ตะลิงปลิงช่วย
-
แตงกวา พริกหั่น หอมแดง ถั่วฝักยาวซอยฝอย มะม่วงซอย และกุ้งแห้งทอด เตรียมพร้อมรอไว้
-
หมูหวานใช้สามชั้นหั่นรอไว้ ใช้หอมแดงซอยเอาไปเจียวให้เหลืองหอม ก่อนนำหมูลงผัดสักพักพอหนังตึง ใส่น้ำเปล่าสักถ้วย น้ำตาลแว่น เกลือ ซีอิ๊วดำ เคี่ยวจนน้ำงวดแห้ง และน้ำเริ่มข้นเหนียว แล้วชิมรสชาติหวานนำเค็มตาม
-
แม่กุ้งเคย เหลือจากขาย เอามาทำกุ้งหวาน กุ้งแชบ๊วยใหญ่ทำกุ้งหวานจะได้ความอร่อยกว่ากุ้งตัวเล็กที่มีแต่เปลือก ตัดกรีกุ้งและหางกุ้งที่แหลมออก
-
ใช้น้ำตาลแว่นเติมน้ำใส่เกลือเคี่ยวจนละลาย
-
ใส่กุ้งเคี่ยวต่อจนน้ำแห้งคล้ายกับหมูหวาน เมื่อตักใส่จาน เดินผ่านก็มีความหอมจากกุ้ง
-
กุ้งพร้อมแล้วเจียวไข่ต่อ ราดไข่ลงในกระทะบาง ๆ ทิ้งไว้ให้เย็นหั่นฝอย รอเสิร์ฟ
-
ตักข้าวมา ตักทุกอย่างเคียงข้าง พร้อมเสิร์ฟ
-
ตักเข้าปากคำแรกได้กลิ่นกะปิหอม ๆ ข้าวมีความเค็มอ่อน ๆ มีรสหวานจากน้ำหมูหวานมาแทรก เคี้ยวโดนมะม่วง ตะลิงปลิง ได้รสเปรี้ยวผสม ถั่วฝักยาวกับแตงกวากรุบกรอบ มีความนิ่มจากไข่ฝอย มีความครบรสในปากยามที่เคี้ยว หลังจากกลืน แกะกุ้งหวานกินต่อ
6. ไข่พะโล้
ส่วนผสม ไข่พะโล้
-
ไข่ไก่หรือไข่เป็ดเท่าที่มี
-
เกลือป่น (ใส่เล็กน้อยให้มีรสเค็มช่วยประหยัดเครื่องปรุงชนิดอื่น)
-
น้ำเปล่า ถ้าตุ๋นนานใส่ 3/4 ของขนาดหม้อภาชนะ
-
ปีกบนไก่ (น่องหรือสะโพก) ปริมาณตามชอบ
-
แท่งอบเชย 2-3 แท่ง (ใส่ให้พอมีกลิ่น)
-
ดอกโป๊ยกั๊ก ตามชอบ
-
น้ำตาลปี๊บ ใส่ตามชอบ (ถ้าชอบหวานกลมกล่อมใส่เยอะหน่อย ไม่มีใช้น้ำตาลทรายแทนได้ค่ะ หรือจะใส่น้ำตาลปี๊บ 1/2 ส่วน น้ำตาลทราย 1/2 ส่วนก็ได้)
-
ซีอิ๊วขาว (ช่วยเพิ่มความหอมอร่อย ชิมรสหลังจากใส่เกลือป่นก่อนเติม)
-
น้ำปลา (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
-
ซีอิ๊วดำ (ช่วยเพิ่มสีของไข่พะโล้ ถ้าชอบเข้มมากใส่เยอะหน่อย)
วิธีทำไข่พะโล้
-
เริ่มแรกต้มไข่ก่อนเลย ใส่เกลือป่นลงไปเล็กน้อยจะได้ปอกเปลือกง่ายขึ้น
-
ใส่น้ำเปล่าในหม้อภาชนะประมาณครึ่งหม้อภาชนะต้มจนเดือด จากนั้นใส่ปีกไก่ลงไปรอจนเดือด
-
ใส่แท่งอบเชยและดอกโป๊ยกั๊กตามลงไป
-
พอไก่สุกปรุงรสตามชอบ
-
หลังปรุงรสเติมน้ำเปล่าลงไปให้ได้ 3/4 ของหม้อภาชนะ จากนั้นเคี่ยวต่ออีก 30 นาทีหรือจนไก่เปื่อยนุ่มตามชอบ
-
เพียงเท่านี้ก็จะได้ไข่พะโล้แบบง่าย ๆ ไว้กินแล้ว
7. ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว
เมนูปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว เมนูปลาเนื้อนุ่มไร้กลิ่นคาวมาพร้อมสูตรน้ำปรุงรสกลมกล่อม แต่งหน้าด้วยผักสวย ๆ เหมาะเป็นเมนูสุขภาพติดครัวบ้าน สูตรนี้น้ำราดใส่น้ำมันงาผสมกับเหล้าจีนเพื่อให้กลิ่นหอม ที่ขาดไม่ได้เลยคือ ซีอิ๊วขาว ก่อนเอาไปนึ่งก็โรยขิงหน่อย อาหารเมนูนี้เผลอแป๊บเดียวก็กินหมดจานแล้ว
ส่วนผสม ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว
-
ปลากะพง (น้ำหนักประมาณ 700-800 กรัม) จำนวน 1 ตัว
-
ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
-
น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
-
น้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนชา
-
เหล้าจีน 1 ช้อนโต๊ะ
-
น้ำร้อน 3 ช้อนโต๊ะ
-
เห็ดหอมสด (หั่นเป็นชิ้นบาง) 100 กรัม
-
ขิงซอย 2 ช้อนโต๊ะ
-
พริกชี้ฟ้าแดง (ซอยตามยาว) 2 เม็ด
-
โคนต้นหอม (ซอยตามยาว) 2 ต้น
-
ผักชี (โรยหน้า)
วิธีทำปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว
-
ล้างทำความสะอาดปลากะพง ขอดเกล็ดและควักไส้ออก นำไปล้างให้สะอาด จากนั้นบั้งเนื้อปลาทั้งสองด้าน วางลงในภาชนะสำหรับนึ่ง เตรียมไว้
-
คนผสมซีอิ๊วขาว น้ำมันงา เหล้าจีน น้ำตาลทรายแดง และน้ำร้อนเข้าด้วยกัน ตักราดลงบนตัวปลา วางเห็ดหอมสด ขิงซอย และพริกชี้ฟ้าแดงด้านบนตัวปลาให้ทั่ว
-
นำใส่ลงในชุดนึ่งที่มีน้ำเดือด นึ่งใช้ไฟแรง นานประมาณ 30 นาที ยกออกจากชุดนึ่ง โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย และผักชี พร้อมเสิร์ฟ
8. ซี่โครงหมูอบ
ส่วนผสม ซี่โครงหมูอบ
- ซี่โครงอ่อนหมู 1 1/2 กิโลกรัม
- กระเทียมปอกเปลือก 4 กลีบ
- ขิงสับ 1 แง่ง
- ผงพะโล้ 1 ช้อนชา
- น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำจิ้มบ๊วย (125 มิลลิลิตร) 1/2 ถ้วย
- น้ำมันงา 2 ช้อนชา
- งาขาวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
- ต้นหอมสไลซ์บาง 2 ต้น สำหรับแต่ง
วิธีทำซี่โครงหมูอบ
- สับซี่โครงอ่อนหมูเป็นชิ้นพอดีคำ จากนั้นนำไปนึ่งในหวดนึ่งข้าวเหนียวที่มีน้ำเดือด นานประมาณ 30 นาที ตักซี่โครงหมูใส่ถาดรองอบ เตรียมไว้
- ผัดผสมกระเทียม ขิงสับ ผงพะโล้ น้ำผึ้ง ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ น้ำจิ้มบ๊วย และน้ำมันงาในกระทะจนเดือดเข้ากันดี หรือประมาณ 10 นาที จากนั้นราดลงในซี่โครงหมูที่เตรียมไว้ เคล้าผสมจนเข้ากันดี
- นำซี่โครงหมูเข้าเตาอบ ตั้งเวลา 30-40 นาที กลับด้านซี่โครงหมูทุก ๆ 10 นาที อบจนครบเวลา และซี่โครงหมูสุกเป็นสีน้ำตาลไหม้เล็กน้อย (ถ้าส่วนผสมซอสเหนียวเกินไปให้เติมน้ำลงไป)
- จัดซี่โครงหมูใส่จานที่รองด้วยใบตอง โรยหน้าด้วยงาขาวคั่ว และต้นหอมสไลช์ พร้อมเสิร์ฟ
9. สเต๊กพอร์คชอปราดซอสเห็ด
ส่วนผสม สเต๊กพอร์คชอป
- หมูเนื้อสันติดกระดูก 2 ชิ้น (ราคา 165 บาท ซื้อที่บิ๊กซี)
- มัสตาร์ด 2 ช้อนโต๊ะ
- พริกไทย
- เกลือป่น
- ใบไทม์
- น้ำมันพืช
วิธีทำสเต๊กพอร์คชอป
- ทุบหมูเบา ๆ เพื่อให้เนื้อนิ่มขึ้น (ใช้ด้ามมีดหรือสากก็ได้)
- เสร็จแล้วใช้ส้อมจิ้มให้ทั่วชิ้น (เพื่อเวลาทอดแล้วหมูจะได้สุกทั่วถึงข้างใน)
- ทามัสตาร์ด โรยพริกไทย เกลือป่น และโรยใบไทม์ (ใบไทม์จะทำให้มีกลิ่นหอม หากไม่มีไม่ต้องใส่ก็ได้)
- นำกระทะขึ้นตั้งไฟอ่อน ใส่น้ำมันพืชลงไปเล็กน้อย ใส่เนื้อหมูลงไปทั้ง 2 ชิ้น ***อย่าเร่งไฟเด็ดขาดเพราะเนื้อหมูจะไหม้แต่ด้านนอกและด้านในไม่สุก*** ค่อย ๆ ทอดจนเนื้อหมูเป็นสีเหลืองทอง ตักขึ้นจัดใส่ภาชนะ
10. กุ้งราดซอสมะขาม
ส่วนผสม กุ้งราดซอสมะขาม
- กุ้งสด
- หอมแดงซอย
- น้ำมะขามเปียก
- เกลือ
- น้ำตาลแว่น
- น้ำปลา
- พริกทอด
วิธีทำกุ้งราดซอสมะขาม
- จับกุ้งมาปอกเปลือกผ่าหลังแล้วสอดม้วนตามความงอของตัวกุ้ง
- นำกุ้งไปทอดหัวให้นานหน่อย ตัวกุ้งทอดแค่ผิวพอเหลือง กุ้งก็จะสุกพอดี
- หอมแดงซอยฝอยแล้วนำไปเจียวจนหอมกรอบ ถ้าต้องการเจียวในปริมาณมาก แนะนำให้ฝานซอยเสร็จแล้วนำไปผึ่งแดด ให้แดดช่วยระเหยน้ำในหอมออกไปบางส่วน แล้วจะเจียวจนเหลืองกรอบได้ง่ายกว่าเจียวสด ๆ
เห็นไหมว่าอาหารไม่เผ็ดก็สามารถอร่อยจัดจ้านได้ไม่แพ้เมนูรสจัด แถมยังเหมาะกับคนที่ไม่ชอบความเผ็ดหรือกำลังลดการบริโภคพริกอีกด้วย ลองเลือกสักเมนูจากในลิสต์นี้ไปลองทำกันดู รับรองว่ากินเพลินจนลืมไปเลยว่าไม่มีพริกอยู่ในจาน !





